ไม่ต้องแปลกใจ กำไร ปตท. มาจากไหน

ถ้าเราเห็นข่าวการประกาศผลกำไร ปตท. แต่ละครั้ง คงสงสัยว่ากำไร ปตท. มาจากไหน


หากพิจารณาจากธุรกิจกลุ่ม ปตท. จะแบ่งออกเป็น
ปตท. ดำเนินการเอง

  • ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ
  • ธุรกิจน้ำมัน
  • ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ

ปตท. ลงทุนผ่านบริษัทในกลุ่ม

  • ธุรกิจสำรวจและผลิต
  • ธุรกิจปิโตรเคมี
  • ธุรกิจการกลั่น
  • ธุรกิจการลงทุนต่างประเทศ


หากเราพิจารณาเนื้อหาจากข่าวแต่ละครั้ง ผลประกอบการของ ปตท. จะมีปัจจัยต่างๆ นานา ขึ้นอยู่กับ (ตัวอย่าง)


  • ผลจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
  • ราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่เพิ่มขึ้นจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น และมีกำไรจากการป้องกันความเสี่ยงของตราสารอนุพันธ์เพิ่มขึ้น


หรือแม้กระทั่ง ต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติที่ลดลงเนื่องจากอิงกับราคาน้ำมันเตาย้อนหลังและค่าเสื่อมราคา ค่าสูญสิ้นและค่าตัดจำหน่ายที่ลดลงตามการปรับปริมาณสำรองปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น เป็นต้น

อย่าลืมว่า กำไรเยอะ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นก็ตาม



ส่งท้าย ธุรกิจใดๆ ก็ตาม มีกำไรขาดทุน อยู่ที่มุมมอง หากในคราวที่ประกาศผลกำไร และมีส่วนขาดทุน ก็มีปัจจัยต่างๆ กลับกันนั้นเอง

ที่มาภาพ PTT INSIGHT

สุดคลาสสิก! ย้อนเวลากลับไปชมภาพ 'ปั๊มน้ำมัน' สมัยคุณปู่ คุณย่า

ปัจจุบัน 'ปั๊มน้ำมัน' เป็นมากกว่าการให้บริการน้ำมัน เพียงอย่างเดียว เรียกได้ว่า ปั๊มน้ำมันคือเพื่อนเดินทางอย่างแท้จริง นอกจากจะให้บริการ ห้องน้ำสะอาด หรือแม้กระทั่งห้องอาบน้ำ ร้านสะดวกซื้อที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ร้านอาหารทั้งไทย และเทศ ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมง กาแฟสดยี่ห้อเดียวกัน แต่รสชาติไม่เหมือนกันเลยสักร้าน หรือ แม้กระทั่ง ร้านขายเสื้อผ้า และของโอทอป ก็มีบริการที่ปั๊มน้ำมัน

ปั๊มน้ำมัน 'ตราสามทหาร'

ปั๊มน้ำมันสามทหารในจังหวัดลำพูน เปิดให้บริการในปี พ.ศ. 2503 ปัจจุบันได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ปั๊มน้ำมันสามทหาร เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจเข้ามาศึกษา และเยี่ยมชมได้

ในปี พ.ศ.2521 มีการเปลี่ยนแปลงจากสถานีบริการน้ำมัน ตราสามทหาร มาเป็น ปตท. โดยวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อดำเนินกิจการด้านพลังงานด้วยการพึ่งพาตนเอง เพราะในช่วงนั้นประเทศไทยประสบวิกฤติขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อการอุปโภค-บริโภค ภาพนี้คือ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ที่ปรับเปลี่ยนจากตราสามทหาร ตั้งอยู่บริเวณพระบรมมหาราชวังแต่ปัจจุบันได้ยกเลิกไปแล้ว
สำหรับ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในยุคแรก มีความโดดเด่นอยู่ที่คานสีแดงสดใสตัดกับหลังคาสีน้ำเงิน นอกจากนี้ในช่วงปี พ.ศ.2531 ยังเป็นช่วงปีที่ ปตท. ได้เปิดตัวน้ำมันเบนซินปริมาณสารตะกั่วต่ำที่สุดและค่าออกเทนสูงที่สุดอีกด้วย

ปี พ.ศ.2535 ปตท. เริ่มมีการปรับปรุงโฉมใหม่ ให้บริการในรูปแบบที่เรียกว่า Landor มีหลังคาโค้งมนเป็นเอกลักษณ์ พร้อมเสาลายทางสีน้ำเงินสลับขาว

ปั๊มน้ำมัน หรือ ปั๊มหลอด ในปี พ.ศ. 2544 ที่เทศบาลบ้านกรูด อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

ปั๊มน้ำมันร้าง ที่หยุดให้บริการในภาคใต้ เนื่องจากเหตุการณ์ก่อความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ในปี พ.ศ. 2548

ปั๊มน้ำมันบางจาก ปี พ.ศ. 2547
ปั๊มน้ำมันบางจาก ปัจจุบัน พ.ศ. 2560

ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ในปี พ.ศ. 2547
ปั๊มน้ำมันเอสโซ่ ปัจจุบัน
ปั๊มน้ำมันหลอดเช่นนี้ ก็ยังพอมีให้เห็นในต่างจังหวัด
ปั๊มคาลเท็กซ์
ปั๊มซัสโก้
ปั๊ม PTG
ปี พ.ศ.2547 ปตท. ได้เปิดตัวสถานีบริการรูปแบบ PTT Park เป็นแห่งแรกที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. 
(หลังจากการแปรรูป หลังปี 2544 เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง)
ล่าสุดปี พ.ศ.2560 ปตท.ได้ยกระดับสถานีบริการน้ำมัน ภายใต้แนวคิด Care & Safety For All ให้ทุกพื้นที่ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท.สะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้

ความจริงที่เปิดเผย.. กำไร ปตท. มาจากไหน เอาไปทำไรกัน

ในอาทิตย์ก่อน เห็นตามข่าว ว่ากลุ่ม ปตท. มีการประกาศผลประกอบการประจำปี 59

ที่มาภาพ PTT INSIGHT https://goo.gl/jBOSJG


กำไรดังกล่าว ส่วนมากมาจากที่ ปตท. เข้าไปถือหุ้น โดยส่วนใหญ่ มาจาก PTTGC ที่ได้รับอานิสงค์ส่วนธุรกิจสายโอเลฟินส์กลุ่มเม็ดพลาสติกจะมีราคาสูงขึ้นตามตลาด (ในท้องตลาดไม่ได้มีแต่ PTTGC ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ ปิโตรเคมี) รวมไปถึง ราคาน้ำมันดิบในตลาดที่มีการปรับตัวสูงขึ้น

จะเห็นได้ว่า กำไรดังกล่าวนั้น ไม่ได้มาจากการขายน้ำมันสำเร็จรูปตามที่มีหลายๆ คนเข้าใจผิดแต่ประการใด (อย่าลืมว่าไม่ได้มีแต่ ปตท. เจ้าเดียวที่ขายน้ำมันเช่นกัน)

อย่างไรก็ดี การที่ ปตท. บริษัทแม่ มีกำไร ก็ส่งผลให้ได้เงินเข้ารัฐเพิ่มขึ้น จากการจ่ายภาษีจากการขายก็ดี รวมไปถึงเงินปันผลก็ดี

และอีกนัยนึง ก็นำเงินจากการที่ได้กำไรดังกล่าว มาลงทุนสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ

ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่า มีผลดีมากกว่าผลเสีย

ความจริงที่เปิดเผย.. กำไร ปตท. มาจากไหน เอาไปทำไรกัน


ปตท. "ความภาคภูมิใจ และ สมบัติอันล้ำค่าของคนไทย" Pride and Treasure of Thailand


PTT = Pride and Treasure of Thailand
ปตท. "ความภาคภูมิใจ และ สมบัติอันล้ำค่าของคนไทย"

บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) สํานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล- อดุลยเดชที่ได้พระราชทาน “หลักปรัชญาเศรษฐกิจ พอเพียง” แก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่ง ปตท. ในฐานะ บริษัทพลังงานแห่งชาติ ได้น้อมนํามาเป็นแนวทาง ในการดําเนินธุรกิจตลอดมา เพื่อที่จะเป็นองค์กรแห่ง ความภาคภูมิใจและเป็นสมบัติอันล้ำค่าของคนไทย (Pride and Treasure of Thailand) โดยมุ่งมั่น เป็นองค์กรที่ดูแลผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล ปฏิบัติภารกิจหลักในการจัดหาพลังงานให้แก่ประเทศ อย่างพอเพียง ทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน ควบคู่ไปกับ การดูแลสังคม ชุมชน และรักษาสิ่งแวดล้อม ปตท. ได้ดําเนินธุรกิจให้มีผลตอบแทนที่เหมาะสม มีการเติบโต อย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา จนถึง ปลายน้ำ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและภูมิคุ้มกัน ให้กับองค์กร โดยยึดหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ตลอดจนมีการบริหารความเสี่ยง และยึดมั่นการบริหาร จัดการคุณภาพ ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและ สิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล ภายใต้วัฒนธรรม การทํางานของพนักงานที่ต้องเป็นทั้ง “คนเก่ง คนดีและมีความรับผิดชอบ”



ปี 2559 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ ปตท. ต้องเผชิญ กับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน และเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเกิดจากราคา สินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ํา การค้าและการลงทุนลดลง การผันผวนของตลาดเงินทั้งจากเศรษฐกิจจีน ที่ชะลอตัวลงและผลการลงประชามติแยกตัวออกจาก สหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit Vote) และผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา รวมถึงยังต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ํามัน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบได้ปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ระดับ 22.80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมกราคม ก่อนที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี แต่ราคา น้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปี 2559 ยังคงต่ำกว่าปี 2558 กลุ่ม ปตท. จึงได้มีการกําหนดยุทธศาสตร์ในการดําเนิน ธุรกิจแบบ 3D คือ 1) Do Now เป็นยุทธศาสตร์ ที่ต้องดําเนินการทันทีเพื่อสร้างความเข้มแข็งของธุรกิจ ภายใต้ความผันผวนของราคาพลังงาน โดยการเพิ่ม ผลผลิต (Productivity Improvement) 2) Decide Now เป็นยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) ที่ต้องมีการตัดสินใจลงทุนในกรอบระยะ 3 - 5 ปี เพื่อสร้างการเติบโตจากฐานธุรกิจที่มีอยู่ โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากศักยภาพในการแข่งขัน และความได้เปรียบเชิงธุรกิจของ กลุ่ม ปตท. และ 3) Design Now เป็นยุทธศาสตร์ที่ต้องเตรียม ความพร้อมสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต โดยอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ เพื่อพัฒนาธุรกิจ ในรูปแบบใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูง (New S-Curve) ที่มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) แสวงหา โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก (Megatrend) และตอบสนองแนวคิดการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” ของภาครัฐ

ในด้านการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับ ประเทศ ในปี 2559 ปตท. ประสบความสําเร็จในการเจรจา สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระยะยาวกับคู่ค้า ทําให้สามารถลดต้นทุนการนําเข้า LNG ของประเทศ ตลอดอายุสัญญาลงได้ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท และ ปตท. ได้เร่งดําเนินการก่อสร้างคลังรับก๊าซธรรมชาติเหลว แห่งที่ 1 ส่วนขยายจาก 5 เป็น 10 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จ สามารถใช้งานได้ตั้งแต่ต้นปี 2560 อีกทั้งยังได้รับอนุมัติ จากคณะรัฐมนตรีให้ขยายเพิ่มเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จภายในปี 2562 และก่อสร้างคลังรับก๊าซ ธรรมชาติเหลวแห่งที่ 2 อีก 7.5 ล้านตันต่อปี ให้แล้วเสร็จ ภายในปี 2565

สําหรับธุรกิจน้ำมัน ปตท. ได้ริเริ่มการเปิดสถานี บริการน้ำมันรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “PTT Compact Model” เป็นสถานีบริการน้ำมันขนาดกะทัดรัด เพื่อกระจายการบริการ สู่ชุมชนบนถนนสายรองอย่างทั่วถึง จํานวน 18 แห่ง และจะขยายเพิ่มขึ้นพร้อมกับการพัฒนาเป็น Mini Community Mall เพื่อรองรับการขยายตัวของสังคมเมือง มากขึ้น และ ปตท. ยังใช้ประโยชน์จากการมีเครือข่ายสถานี บริการน้ำมันอยู่ทั่วประเทศสร้างประโยชน์แก่สังคมชุมชน อาทิ การจัดตั้ง “ร้านค้าประชารัฐสุขใจ” ในสถานีบริการ น้ำมัน ปตท. 148 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจําหน่ายสินค้าเกษตร สินค้าวิสาหกิจชุมชน และสินค้า OTOP ที่เป็นเอกลักษณ์เด่น ของแต่ละชุมชน มีบริการข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ การจัดตั้งโครงการ “รวมพลังซื้อข้าวจากชาวนา” สร้างรายได้ ให้กับชาวนากว่า 108 ล้านบาท การใช้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เป็นศูนย์รวมในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบ อุทกภัยในภาคใต้ และการดําเนินโครงการ “แยก แลก ยิ้ม” เพื่อปลูกฝังนิสัยการแยกขยะและนํ รายได้จากการจำหน่าย ขยะที่แยกได้กลับใช้ในการพัฒนาสังคมชุมชนต่อไป ซึ่งผลจากการดําเนินโครงการดังกล่าวมีส่วนทําให้ส่วนแบ่ง ตลาดน้ำมันขายปลีกของ ปตท. ในปี 2559 ยังคงครอง ความเป็นอันดับหนึ่งและเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40.8 และ ปตท. ยังได้รับรางวัลการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน และได้รับรางวัล Number One Brand Thailand เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน

ปตท. มุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในทุกพื้นที่ที่ ปตท. เข้าไปดําเนินธุรกิจ โดยการนําองค์ความรู้ จากการดํ เนินธุรกิจ ประสานกับการมีส่วนร่วมของชุมชน มาช่วยแก้ปัญหาให้กับชุมชน โดยในปี 2559 สายงานระบบ ท่อส่งก๊าซธรรมชาติได้นําองค์ความรู้ทางด้านวิศวกรรม ใช้พลังงานธรรมชาติมาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ํา ของชุมชนบ้านขนุนคลี่และบ้านภูเตย จังหวัดกาญจนบุรี ด้วยการพัฒนา “เครื่องตะบันน้ํา (Hydraulic Ram Pump)” เพื่อส่งน้ําจากที่ต่ําขึ้นไปที่สูงและยังสามารถใช้แรงน้ําไหล ผลิตไฟฟ้าให้ชุมชนที่ขาดแคลนได้อีกด้วย และโครงการ ดังกล่าวอยู่ระหว่างการขยายผลร่วมกับกรมป่าไม้ เพื่อที่จะ นําไปต่อยอด “โครงการเกษตรพอเพียง” ตามแนวพระราชดําริ ที่จะสามารถผันน้ําจากแหล่งน้ําสู่แปลงเกษตรและพื้นที่ป่า ที่ขาดแคลนน้ําต่อไป นอกจากนี้ ปตท. ยังคงมุ่งมั่นที่จะ มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยหนึ่งในกิจกรรมดังกล่าวคือการปลูกป่าและฟื้นฟูป่า ซึ่งในปี 2559 ปตท. ได้ส่งมอบพื้นที่ปลูกป่าจํานวน 54,600 ไร่ ให้กับหน่วยงานของรัฐ ทําให้ตั้งแต่ปี 2556 ปตท. ได้ส่งมอบ พื้นที่ปลูกป่าไปแล้ว 208,081 ไร่ จากเป้าหมายคือส่งมอบ 5 แสนไร่ภายในปี 2565 และยังมีโครงการอนุรักษ์ธรรมชาติ อื่น ๆ อีก เช่น โครงการรักษ์น้ํ รักษ์ป่า รักษ์คุ้งบางกะเจ้า โครงการเมืองน่าอยู่นําร่อง 5 เมือง เป็นต้น นอกจากนี้ โครงการป่าในกรุงของ ปตท. ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินเป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ยังได้รับรางวัลออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม ดีเด่น ประจําปี 2559 จากสมาคมภูมิสถาปนิกสหรัฐอเมริกาด้วย

ทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผลประกอบการทางการเงินของ ปตท. ในปี 2559 มีกําไรสุทธิ 94,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74,673 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 แม้ส่วนหนึ่งจะมาจาก การบันทึกมูลค่าการด้อยค่าทางบัญชีที่ลดลงและการบันทึก ผลกําไรจากสต๊อกน้ํามันจากราคาน้ำมันสิ้นปีที่เพิ่มขึ้น จากต้นปี (Stock Gain) รวมกันประมาณ 7 หมื่นล้านบาท แต่จากราคาเฉลี่ยน้ำมันและปิโตรเคมีที่ปรับตัวลดลงก็ส่งผล ให้รายได้จากการขายของ ปตท. ลดลงเหลือ 1.72 ล้านล้านบาท จาก 2.03 ล้านล้านบาท ในปี 2558 และมาร์จินของธุรกิจ ปิโตรเคมีและการกลั่นก็ลดลงกว่า 2 หมื่นล้านบาท แต่จากการที่ กลุ่ม ปตท. ได้เร่งดำเนินการเพิ่มผลผลิต อย่างจริงจัง จากความทุ่มเทและความร่วมมือของบุคลากร ทั่วทั้ง กลุ่ม ปตท. ทําให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 2.4 หมื่นล้านบาท ประกอบกับการดําเนินธุรกิจของ ปตท. มีการลงทุนในตลอดห่วงโซ่คุณค่าจากต้นน้ําถึงปลายน้ํา ทําให้ผลประกอบการของ กลุ่ม ปตท. สามารถพลิกฟื้น เร็วกว่าบริษัทน้ำมันชั้นนำหลายแห่งที่ลงทุนในธุรกิจต้นน้ำ เป็นหลัก

ความสําเร็จในการดําเนินงานของ ปตท. สะท้อนได้ จากรางวัลต่าง ๆ ที่ได้รับ อาทิ รางวัลรัฐวิสาหกิจยอดเยี่ยม ประจําปี 2559 การได้รับการจัดอันดับในดัชนีความยั่งยืน ดาวโจนส์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน รางวัลผู้บริหารสูงสุด ยอดเยี่ยมแห่งปี (The Asset CEO of the Year) ด้านประเภท ธุรกิจน้ำมันและก๊าซ รางวัล Corporate Governance ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ผลประเมินระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย ซึ่งล้วนแต่เป็นผลมาจากการทุ่มเททางานหนักของทั้งผู้บริหาร และพนักงาน กลุ่ม ปตท. รวมถึงศักยภาพของการบริหารงาน ของคณะกรรมการบริษัท ตลอดจนการสนับสนุนที่ดี จากผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ในนามของคณะกรรมการ ปตท. ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มที่ให้ความไว้ใจและสนับสนุน การดําเนินงานของ ปตท. ด้วยดีเสมอมา และขอให้เชื่อมั่นว่า คณะกรรมการ คณะผู้บริหาร และพนักงาน ปตท. ทุกคน จะมุ่งมั่น ทุ่มเทในการปฏิบัติภารกิจ เพื่อให้องค์กร ปตท. เป็นสมบัติที่ล้ำค่าของประเทศ ที่คนไทยทุกคนภูมิใจ ตลอดไป

ที่มา : รายงานประจำปี 2559 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

ความเข้าใจผิดเรื่องแยก PTTOR ไม่ได้แปรรูป

ประเด็นที่ร้อนแรง และคิดว่าจะมีแค่คนบางกลุ่มที่เข้าใจผิดว่า การประกาศปรับโครงสร้างของกลุ่ม ปตท. คือการแปรรูป และเกิดการตั้งคำถามต่างๆ นานา ว่าอาจทำให้รัฐเสียประโยชน์ต่างๆ



ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การแปรรูป ปตท. โดยรัฐบาลมีนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจมาตั้งแต่รัฐบาลนายกฯชวน (ปี 2540) ตามคำแนะนำของ IMF เพื่อลดภาระของรัฐจากวิกฤติเศรษฐกิจในขณะนั้น และการโอนทรัพย์สินจากการปิโตรเลียมฯมาให้ บมจ.ปตท. ในปี 2544 ดำเนินการตาม พรบ.ทุนรัฐวิสาหกิจ (2542) และมติ ครม. ที่สอดคล้องกับความเห็นของสนง.กฤษฎีกา ในขณะนั้น

ดังนั้น การปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. จึงไม่ขัดต่อกฎหมายแปรสภาพและจัดตั้ง บมจ. ปตท. เพราะการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. เป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 (“พรบ. บริษัทมหาชนฯ”) กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามการปรับโครงสร้างธุรกิจ ปตท. ในครั้งนี้ยังคงต้องได้รับการอนุมัติ จากหน่วยงานต่างๆ รวมถึง ครม. และที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท. ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วย

โดยสาเหตุที่มีการปรับโครงสร้าง เพื่อช่วยสร้างความชัดเจน โปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มปตท. ในสายตาสาธารณชน และเพิ่มความคล่องตัว รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันมากขึ้น และสร้างความกระจ่างในการที่ ปตท. มีส่วนได้เปรียบในการดำเนินธุรกิจเนื่องจากเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ขณะเดียวกัน การนำ PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับยิ่งทำให้ต้องเปิดเผยข้อมูลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และทุกคนสามารถเข้าตรวจสอบได้ตลอดเวลาและชัดเจนขึ้น ทั้งรายได้ ค่าใช้จ่าย กำไร รวมถึงมูลค่าสินทรัพย์และหนี้สิน และเงินลงทุน ตามที่เปิดเผยในงบการเงินของ PTTOR ใครๆ ก็เข้าไปดูได้

ถามว่ากระทบกับสถานะความเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของ ปตท. หรือไม่ ตอบว่าไม่ เนื่องจาก ปตท. ยังคงมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยมีกระทรวงการคลัง ในฐานะภาครัฐ ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใน ปตท. เกินกว่าร้อยละ 51 และ ปตท.จะถือหุ้นใน PTTOR น้อยกว่าร้อยละ 45 ในทำนองเดียวกันกับการถือหุ้นในไทยออยล์ และ PTTGC

เรื่องการโอนทรัพย์สิน การปรับโครงสร้าง PTTOR ครั้งนี้ ผู้บริหารก็ออกมายืนยันว่าจะไม่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้รับสิทธิที่เกี่ยวข้องกับรัฐหรืออำนาจรัฐไปบริษัท PTTOR สำหรับกรณีท่อขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นไปยังจังหวัดต่างๆ นั้นเป็นทรัพย์สินของบริษัท Thappline และ FPT ที่ ปตท. ถือหุ้นอยู่ ไม่ใช่ทรัพย์สินของ ปตท. โดย PTTOR จะมีสิทธิในการใช้ทรัพย์สินดังกล่าวในฐานะผู้ถือหุ้นรายหนึ่ง ภายหลังการปรับโครงสร้าง

คำถามต่อมาคือ จะส่งผลต่อราคาน้ำมันหรือราคาขายปลีกเชื้อเพลิงหรือไม่ โดยหลักการแล้ว ทุกอย่างจะเป็นไปตามกระบวนการค้าเสรีเช่นเดิมเดิม คือ กลไกราคา ซึ่งปัจจุบันราคาขายปลีกพลังงานในประเทศ (น้ำมันและแอลพีจี) จะขึ้นลงตามกลไกตลาดโลก โดยเป็นกลไกตลาดเสรี แต่มีการกำกับดูแลของภาครัฐ โดยกระทรวงพลังงาน ที่วันนี้มีผู้ประกอบการกว่า 40 รายในตลาด ขณะที่ธุรกิจ LPG ก็ไม่ได้มีแค่ ปตท. ยังมีผู้ประกอบการกว่า 10 รายในตลาด เช่น ดับบลิวพี เอนเนอร์ยี่ และ สยามแก๊ส มีการกำหนดราคาแข่งขันกันทางอ้อมโดยการออกโปรโมชั่น การให้บริการต่างๆ แข่งกัน สะสมแต้ม แลกของ แถมน้ำ เป็นต้น

เรื่องการทำ IPO ของ PTTOR คิดว่าจะหมดเร็วหรืออะไรนั้น เชื่อว่า ปตท. ได้รับบทเรียนจากการกระจายหุ้นครั้งที่แล้ว และเตรียมแนวทางแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำเดิม ซึ่งในสารสนเทศที่แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ก็มีเขียนว่า ปตท. และ PTTOR จะวางแผนและกำหนดหลักเกณฑ์การกระจายหุ้นอย่างชัดเจนเพื่อให้มั่นใจว่าหุ้นของ PTTOR ในการ IPO จะกระจายไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึงมากที่สุด

ส่วนสุดท้าย หากพิจารณาในส่วนของรายได้เข้ารัฐ กำไรที่ได้ของ PTTOR จะต้องถูกนำมารวมในบัญชี หรือส่งมาให้ปตท. เพื่อนำส่งเข้ากระทรวงการคลัง ในรูปของภาษีเงินได้และเงินปันผลตามสัดส่วนการถือหุ้นอยู่แล้ว ถ้าทำรายได้มาก

ที่มา ความเข้าใจผิดเรื่องการแยก PTTOR

Amazon ไม่ใช่ของใคร เป็นของ ปตท. ที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย

คาเฟ่ อเมซอน (Cafe Amazon) ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 จุดเริ่มต้นมาจากแนวความคิด เมื่อก่อนในปั๊ม ปตท. ไม่มีธุรกิจเสริมเท่าไร จะมีร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในบางแห่ง เป็นการเติมเต็ม และให้ผู้บริโภคมีทางเลือกจึงผลักดันแบรนด์คาเฟ่ อเมซอน ขึ้นมาเพื่อเป็นเพื่อนเดินทางให้กับทุกท่าน


โดยชื่อและแนวคิด คาเฟ่ อเมซอน (Cafe Amazon) มีที่มาจาก แหล่งกาแฟที่มีชื่อเสียงของโลก คือประเทศบราซิลซึ่งเป็นต้นตำรับแห่งกาแฟ ผนวกกับเมื่อคิดถึงป่า Amazon ก็จะคิดถึงความร่มรื่นของธรรมชาติอันประกอบด้วยแมกไม้และเสียงน้ำไหลที่ให้ความร่มเย็น Café Amazon มีแนวคิดที่อยากให้เป็นร้านกาแฟที่สามารถนั่งพักผ่อนระหว่างการเดินทาง หรือเป็นแหล่งนัดพบของกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่นิยมดื่มกาแฟที่มีรสชาติอร่อยเข้มข้น พร้อมบรรยากาศเย็นสบายด้วยร่มไม้ล้อมรอบ

ส่วนใหญ่เป็นร้านแฟรนไชส์ ด้วยหลักการที่ว่า ให้เจ้าของปั๊ม หรือ ดีลเลอร์น้ำมันเป็นผู้บริหารร้านคาเฟ่ อเมซอนเอง หมายความว่า ร้านที่ ปตท.บริหารเองมีสัดส่วนน้อยมาก ที่เหลือเป็นเจ้าของแฟรนไชส์บริหารเอง ซึ่งจริงๆ แล้วตรงนี้ เหมือนกับเป็นการส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอี อีกหนึ่งข้อที่เราพบคือ ในธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน ยังสามารถสร้างงานให้กับคนได้อีกมาก

โดยการขายแฟรนไชส์จริงๆ มี 2 กรณีคือ ถ้าเป็นร้านแฟรนไชส์ในปั๊มนั้น เจ้าของปั๊มต้องเป็นผู้ดำเนินการเอง แต่ถ้าเป็นนอกปั๊มบุคคลทั่วไปสนใจสามารถซื้อแฟรนไชส์ได้เข้าไปดูรายละเอียดได้ในเว็บไซต์คาเฟ่ อเมซอน www.cafe-amazon.com ซึ่งรายละเอียดครบ โดยหลักการคือ ต้องมีความพร้อมเรื่องทำเล และสำคัญที่สุดมีความตั้งใจ มีเวลาดูแลธุรกิจ เพราะธุรกิจกาแฟจริงๆ แล้วเป็นเรื่องการให้บริการ สมมติว่า ถ้าไม่มีเวลาจะไม่ได้ประโยชน์และความสามารถสูงสุด

วัตถุดิบคุณภาพจากโครงการหลวง เป็นที่มาของวัตถุดิบ-กำลังโรงคั่วกาแฟนั้น คาเฟ่ อเมซอนเป็นธุรกิจครบวงจรต้นน้ำไปเริ่มตั้งแต่การส่งเสริมการปลูกกาแฟ โดยร่วมกับโครงการหลวงส่งเสริมเกษตรกร รวมไปถึงมีคาเฟ่ อเมซอนมีโรงคั่วกาแฟอยู่ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เน้นคุณภาพ และมาตรฐาน โดยใช้เทคโนโลยีจากเยอรมนีและกำลังเพิ่มเติมทำศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจกาแฟ Amazon Inspiring Campus: AICA

ธุรกิจคาเฟ่ อเมซอน อยู่ในส่วนธุรกิจเสริม ปตท. ธุรกิจหลักของ ปตท. คือ พลังงาน แต่วันนี้ธุรกิจคาเฟ่ อเมซอนกลายเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมปั๊มน้ำมัน ให้มีบริการครบวงจร วันนี้ สังเกตดูถ้าปั๊มไหนมีร้านคาเฟ่ อเมซอนปั๊มนั้นจะสวย แนวคิดคือ ให้คาเฟ่ อเมซอนส่งเสริมภาพลักษณ์ภายในปั๊ม เรายังพยายามให้เจ้าของร้านใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสวน เพื่อต้องการให้เป็นจุดพักผ่อน ต้องดูแลพนักงานหน้าร้านให้สามารถส่งความสุขให้ลูกค้า โดยเจ้าของต้องใส่ใจดูแล และใกล้ชิด เป็นส่วนหนึ่งช่วยส่งเสริมเกษตรกร

นอกจากนั้น เป้าหมายของคาเฟ่ อเมซอนวันนี้ เป็นกาแฟของคนไทย เราเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมเกษตรกร คิดว่า การส่งเสริมเกษตรกรเป็นการสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วย ได้รับความร่วมมือจากโครงการหลวงค่อนข้างดี โครงการหลวงเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจกาแฟ ต้องชม ตลอดจนเรายังสามาถตอบโจทย์สามารถตอบแทนคืนสู่สังคม มั่นใจว่า คาเฟ่ อเมซอน แบรนด์ไทยแท้ 100%

ธุรกิจกาแฟสดไม่หมู อัตราแข่งขันสูงเราพบว่า วันนี้ มีแบรนด์จากต่างประเทศเข้ามาในธุรกิจกาแฟสดในประเทศไทยค่อนข้างมากรวมถึงกาแฟแบรนด์ไทยเองก็มีการปรับตัวค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะวันนี้ เรามีกาแฟอินดี้เกิดขึ้นมาก มีกาแฟคนไทยเกิดขึ้นหลากหลาย นับว่าเป็นสิ่งที่ดี วันนี้ ธุรกิจกาแฟมีการเติบโตต่อเนื่อง จะเป็นการแข่งขันกันเอง เพื่อให้เป็นทางเลือกของลูกค้า ให้ลูกค้าได้เลือกสิ่งที่ดีๆ ได้ ตรงนี้ผู้บริโภคจะมีทางเลือกในการทานกาแฟได้หลากหลายมากขึ้น ทำให้การดื่มกาแฟของคนไทยสามารถเลือกได้หลากหลายมากขึ้น และขยายตลาดสู่ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น นำ Brand ไทยสู่ Brand โลก

เรื่อง cafe amazon ควรรู้
  • เป็นธุรกิจที่พัฒนาโดย ปตท. 100%
  • เปิดแฟรนไชส์ให้เจ้าของปั๊มหรือเอกชนรายย่อยลงทุน
  • ซื้อเมล็ดกาแฟจากโครงการหลวงและเกษตรกรไทย
  • มีโรงคั่วของตนเอง เปิดเป็นทางการ ปี 2559
  • มี 1,500 สาขา(2559) สร้างงานและพัฒนา Barista กว่า 7,500 คน
  • สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพและผลิตผลเมล็ดกาแฟ ช่วยเกษตกรเพิ่มรายได้
  • ได้รับความนิยมจากชาวไทยและต่างชาติ 
  • ขยายตลาดสู่ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น นำ Brand ไทยสู่ Brand โลก

องค์กรโปร่งใสนานาชาติจัดให้ ปตท. ติดกลุ่มท็อป 25 หรืออยู่ในกลุ่มที่ถือว่าโปร่งใสที่สุด

องค์กรโปร่งใสนานาชาตินำ 100 บรรษัทมาจัดอันดับด้านความโปร่งใสอินเดียคะแนนสูงสุด บรรษัทจีนต่ำสุด ไทยมี 3 บริษัทติด Top 25 ทั้งอินโดรามา,ไทย ยูเนียน โฟรเซน และ ปตท. ส่วนกลุ่มซีพีอยู่ในกลุ่มรั้งท้ายโปร่งใส่อันดับ 93 ได้ 0.6 จาก 10 คะแนน

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2559 องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International)รายงานความโปร่งใสประจำปี 2016 ของบรรษัทใหญ่ระดับโลก (Transparency in Corporate Reporting: Assessing Emerging Market Multinationals) โดยสำรวจ 100 บรรษัทในประเทศเศรษฐกิจใหม่ 15 ประเทศที่ไม่เพียงแต่ทำธุรกิจในประเทศตัวเองแต่ยังออกไปทำธุรกิจนอกประเทศ 185 ประเทศทั่วโลกถือได้ว่าบรรษัทเหล่านี้เกิดความล้มเหลวในด้านความโปร่งใส,มีการคอร์รัปชั่นพร้อมกับเรียกร้องให้หยุดคอร์รัปชั่นที่ไปทำธุรกิจในต่างประเทศ
จากการสำรวจพบว่า 75 % ของ 100 บรรษัทใหญ่เหล่านี้ทำคะแนนได้น้อยกว่า 5 จาก 10 คะแนนหรือได้เฉลี่ยเพียง 3.4 เท่านั้นถือว่าความโปร่งใส่ลดลงไปอีก 0.2 คะแนน เมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งสุดท้ายในปี 2013  สำหรับคะแนนที่ถือว่าโปร่งใสน้อยที่สุดคือศูนย์ (0) และโปร่งใสมากที่สุดคือ สิบ(10)
นายโฮเซ่ ยูกาซ ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ กล่าวว่าจุดระดับที่น่าสงสารความโปร่งใสของบรรษัทในตลาดเกิดใหม่ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าบรรษัทเหล่านี้ห่วงใยกับการหยุดคอร์รัปชั่นหรือไม่ หยุดความยากจนที่บรรษัทเหล่านี้ไปทำธุรกิจและช่วยลดความไม่เสมอภาคหรือไม่ อีกทั้งเราพบว่าการคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นในบรรษัทนานาชาติ
พร้อมกับยกตัวอย่างบริษัท  Odebrecht Group หรือกลุ่ม China Communications Construction Company ที่เข้าไปทำลายเศรษฐกิจของท้องถิ่น
“บรรรษัทต่างๆบอกว่าต้องการต่อสู้กับคอร์รัปชั่นแต่เรื่องนี้ไม่พอเพียง การกระทำต่างหากที่จะเสียงดังกว่าคำพูด”นายยูกาซกล่าว
บรรษัทจากกลุ่มประเทศ BRICS 75 บริษัท  (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)ไม่ได้ทำให้ดีขึ้น โดยเฉพาะบรรษัทจากจีนเข้ามาดึงให้ทั้งกลุ่มได้คะแนนที่ต่ำลง  ทั้งนี้บรรษัทจากกลุ่มบริกส์เมื่อรวมกันแล้วเป็นประเทศที่มีจีดีพี (GDP) 30 % ของโลก
บรรษัทจากประเทศจีนคิดเป็น 1 ใน 3 ของกลุ่มทำคะแนนได้น้อยเฉลี่ย 1.6 จาก 10 คะแนน  มีพียงบรรษัทเดียวที่ติดอยู่ในกลุ่ม top 25 จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บรรษัทจีนจะต้องยกระดับให้ได้มาตรฐานนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเร็วๆนี้รัฐบาลจีนประกาศลงทุน 60 พันล้านดอลลาร์ในทวีปแอฟริกา เงินเหล่านี้จะต้องจ้างบรรษัทจีนเข้าไปให้บริการ
ขณะเดียวกันกลุ่มบรรษัทประเทศจากอินเดียได้คะแนนเฉลี่ยมากที่สุดในบรรดาประเทศต่างๆ 75 % ของบรรษัทอินเดียมีความโปร่งใสมากที่สุด 
สำหรับบรรษัทจากไทย 3 รายติดกลุ่มท็อป 25 หรืออยู่ในกลุ่มที่ถือว่าโปร่งใสประกอบด้วยบรรษัท โดยติดอันดับที่ 20 , 21 และ 22 ตามลำดับ
  • อินโดรามา เวนเจอร์  (Indorama Venture) 5.6 คะแนน
  • ไทย ยูเนียน โฟรเซน โพรดัคส์ (Thai Union Frozen Products) 5.5 คะแนน
  • ปตท. (PTT) 5.4 คะแนน
ขณะที่กลุ่มบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ( CP Groups ) ได้  0.6 จาก 10 คะแนนอยู่ในกลุ่มสิบอันดับสุดท้าย คือได้อันดับที่ 93 จากทั้งหมด 100 บริษัทในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
บริษัทเหล่านี้ได้รับการประเมินจากข้อมูลหลายด้าน เช่น โครงการต่อต้านคอร์รัปชั่น การเปิดเผยข้อมูลของบริษัทลูก บริษัทร่วมทุน และบริษัทในเครือรวมถึงข้อมูลการเงินของธุรกิจที่อยู่บริษัทไปเปิดในต่างประเทศ
สำหรับแนวที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นได้นั้นบรรษัทจะต้องมีโครงการต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยใช้วิธีการเรียกตบทรัพย์ (bribery)เป็นเครื่องมือหรือใช้ระบบคนแจ้งเหตุ (whistleblowers)รายงานการคอร์รัปชั่นให้สาธารณะทราบโดยไม่หวั่นเกรง วิธีการนี้ถือเป็นการแจ้งเหตุไปยังลูกค้า,สต๊าฟงานและหุ้นส่วนของบรรษัทเพื่อแสดงให้เห็นว่าบรรษัทมีนโยบายโปร่งใส่  
นายยูกาซกล่าวว่ารัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องมีกฎหมายต่อต้านคอร์รัปชั่นอย่างเข้มข้นเช่นสหราชอาณาจักรมี UK Bribery Act และมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติตามกฎหมายที่เอาจริงเอาจังเช่นสหรัฐฯดำเนินการ รวมทั้งการวางกฎเกณฑ์ต่างๆของบรรษัทให้ชัดเจน
รายละเอียดเพิ่มเติมรวมทั้งคะแนนต่างๆเข้าไปดูได้
https://issuu.com/transparencyinternational/docs/2016_transparencyincorporatereporti?e=2496456/37122985
Insider trading at CP All: Foreign investors demand action
http://www.bangkokpost.com/learning/work/801656/insider-trading-at-cp-all-foreign-investors-demand-action